ตำนานหิมพานต์ ป่าหิมพานต์ เรื่องเล่าไทย วรรณคดีไทย

ป่าหิมพานต์

ท่องป่าหิมพานต์

ป่าหิมพานต์ แฟนานุแฟนคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล คงรู้จักชื่อนี้กันทุกคน ทว่าป่าแห่งนี้นั้นยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่น่าสนใจ ซึ่งวันนี้ผมจะพาท่านผู้อ่านไปท่องป่าในตำนาน เพื่อค้นหาความเป็นมา รวมทั้งทำความรู้จักกับเหล่าสิงสาราสัตว์ในป่าแห่งนี้กันให้มากขึ้นไปอีกครับ

เรื่องราวของป่าหิมพานต์นั้น มีปรากฏอยู่ในไตรภูมิกถา หรือเตภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง วรรณคดีทางพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของไทย โดยเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อ พ.ศ.1888 โดยมี ที่มาจากคัมภีร์ในพุทธศาสนา เพื่อให้คนรู้จักความดี ความชั่ว และรู้จักผลกรรมจากสิ่งที่กระทำ ซึ่งส่งผลถึงคติความเชื่อของคนไทยเรามาจนทุกวันนี้

 

ม้า นก และช้าง ที่มีท่อนล่างเป็นปลา.
ม้า นก และช้าง ที่มีท่อนล่างเป็นปลา.
ไกรสรราชสีห์
ไกรสรราชสีห์

เนื้อหาของไตรภูมินั้น เป็นความเชื่อเรื่องภูมิจักรวาลในพระพุทธศาสนา โดยกล่าวถึง ดินแดนทั้งสาม คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ซึ่งเป็นดินแดนที่สิ่งมีวิญญาณทั้งหลาย เช่น มนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และเทวดา ต้องเวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏจักรอันไม่รู้สิ้น หรือที่เรียกกันว่า “วัฏสงสาร” นั่นแหละครับ

ศูนย์กลางของจักรวาลในไตรภูมิกถานั้น คือเขาพระสุเมรุ ซึ่งรายล้อมด้วยทิวเขาทั้ง 7 และทะเล 7 ชั้น ที่เราคุ้นหูกันดีในชื่อมหานทีสีทันดร ในจักรวาลมีมหาทวีปทั้ง 4 คือ อุตตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ทาง ตอนเหนือของภูเขาพระสุเมรุ ปุพพวิเทหะ ตั้งอยู่ทางตะวันออก ชมพูทวีป ตั้งอยู่ตอนใต้อปรโคยาน ตั้งอยู่ทางตะวันตก ในทวีปทั้ง 4 ที่กล่าวมานี้ยังแบ่งเป็นทวีปย่อยๆออกไปอีกมากมายเลยครับ

สำหรับชมพูทวีป อันเป็นดินแดนทางทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ มีพื้นที่ขนาด 10,000 โยชน์ มนุษย์ที่อาศัยในดินแดนแห่งนี้ มีใบหน้ารูปไข่ ดินแดนของมนุษย์ที่อยู่บนชมพูทวีปแห่งนี้ เรียกว่า “มนุสสาภูมิ” ซึ่งก็คือพวกเรามนุษย์โลกนี้นี่เองล่ะครับ

หงส์ ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยศิลปะสมัยใหม่.
หงส์ ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยศิลปะสมัยใหม่.
อัสดรเหรา
อัสดรเหรา

พื้นที่ของชมพูทวีป แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.ที่อยู่ของมนุษย์ มีขนาด 3,000 โยชน์ 2.ป่าหิมพานต์ ขนาด 3,000 โยชน์ 3.ผืนน้ำ ขนาด 4,000 โยชน์

มนุษย์ในชมพูทวีป นอกจากมนุษย์ธรรมดาแล้ว ยังมีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ หรือแม้แต่พระจักรพรรดิราช ก็ล้วนแต่อยู่ ณ ดินแดนชมพูทวีปแห่งนี้ด้วย

เล่าให้เห็นภาพของจักรวาลตามคติความเชื่อโบราณมาเสียยาว ตอนนี้ก็ถึงเวลาเข้าป่าหิมพานต์กันแล้ว

หิมพานต์นั้น เป็นป่าลึกกว้างใหญ่ เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า ที่มียอดเขาสลับซับซ้อนถึง 84,000 ยอด ในผืนป่ากว้างไกลแสนสวยงามนั้นเป็นที่สิงสถิตของเหล่าเทพยดา และเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ทรงคุณวิเศษต่างๆ มีทั้งนักบวช ฤาษี นักสิทธิ์ วิทยาธร และสิงสาราสัตว์อันแปลกประหลาดพิสดาร เป็นดินแดนที่อยู่ห่างไกลจากบ้านเมืองของมนุษย์เรายิ่งนัก ยากที่คนธรรมดาซึ่งไม่มีฤทธิ์อภิญญาจะย่างกรายไปถึงได้

เหมราอัสดร
เหมราอัสดร
เหล่าสัตว์น้ำแดนหิมพานต์ ในภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดคงคาราม.
เหล่าสัตว์น้ำแดนหิมพานต์ ในภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดคงคาราม.

ผืนป่าหิมพานต์มีสระน้ำใหญ่ 7 สระ โดยมีสระอโนดาตเป็นศูนย์ กลาง แวดล้อมด้วยภูเขา 5 เทือกเขา ภูเขาทั้ง 5 โน้มเข้าหากันคลุมสระอโนดาตไว้ น้ำในสระใสสะอาดบริสุทธิ์ดุจดั่งแก้วมณี สายน้ำจาก อโนดาตไหลแยกออกเป็นธารน้ำไปทั้ง 4 ทิศ ยังความอุดมสมบูรณ์ให้แก่สรรพชีวิตทั่วทั้งป่าหิมพานต์ และธารน้ำทางด้านทิศใต้นั้น ไหลลงสู่ดินแดนชมพูทวีป กลายเป็นแม่น้ำ 5 สาย ไหลลงไปหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ในนาม “ปัญจมหานที” อันเป็นสายน้ำที่ให้ความชุ่มฉ่ำแก่แผ่นดินถิ่นกำเนิดพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตอีกด้วย

ในป่านั้นยังมีสัตว์หิมพานต์ อันเป็นสัตว์ในจินตนาการ ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากเรื่องราวในคัมภีร์ทั้งหลาย โดยได้รับอิทธิพลทั้งจากศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และพุทธปะปนกัน ซึ่งคติความเชื่อเรื่องสัตว์หิมพานต์นั้น บางท่านก็ว่ามีอยู่จริง บางท่านก็ว่าเป็นเพียงจินตนาการ ซึ่งตรงนี้ก็อยู่ที่วิจารณญาณของท่านผู้อ่านจะพิจารณากันครับ

ป่าหิมพานต์นั้นเต็มไปด้วยสิ่งอัศจรรย์ แม้แต่ต้นไม้ก็ยังน่าทึ่ง อย่างต้นนารีผล หรือมักกะลีผล ซึ่งออกผลเป็นหญิงสาวแรกรุ่นรูปโฉมงดงาม ตามตำนานกล่าวว่า ท้าวสักกะเทวราชเนรมิตต้นไม้ที่มีผลเป็นหญิงสาวไว้รอบทิศที่พระเวสันดรและพระนางมัทรีไปบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมพานต์ เพื่อที่บรรดานักบวช นักสิทธิ์ วิทยาธร คนธรรพ์ทั้งหลายที่ผ่านทางมาจะได้มัวแต่หลงใหลอยู่กับมักกะลีผลจนเสื่อมฤทธิ์ ไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปรบกวนถึงบริเวณอาศรมของพระนางมัทรีได้

ตัวอย่างของสัตว์ในป่าหิมพานต์ก็มีอาทิ เหมราอัสดร มีกายเป็นม้า หน้าเป็นหงส์ แต่บางครั้งถูกสร้างมาให้มีปากเหมือนจระเข้ คำว่า อัสดร นั้นเป็นชื่อ 1 ใน 4 ตระกูลม้า ที่พระพายเทวบุตรบันดาลให้เกิด แรกนั้นเหาะได้ แต่ได้หลงไปกินหญ้าในสวนสวรรค์ พระอิศวรจึงมีเทวโองการว่าอย่าเหาะได้สืบไป

อัสดรเหรา สัตว์ผสมตระกูลม้าและเหรา ซึ่งเป็นสัตว์ครึ่งนาคครึ่งจระเข้ เชื่อว่าสามารถอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ อัสดรเหราจึงมีหัวเป็นเหรา ขนลู่ไปด้านหน้า มีเขาแหลมบิดเป็นเกลียว ตาจระเข้ มีตัวเป็นม้า เท้าเป็นกีบแบบม้า

ไกรสรราชสีห์ เป็นสัตว์ทรงพลัง กายเป็นราชสีห์ มีขนขดเป็นวงก้นหอยสีขาว แผงคอ ริมฝีปากและเท้ามีสีแดงดั่งรัตนกัมพล ตั้งแต่หัวไปตลอดหลังมีลายแดงพาดรอบๆสะโพก มีพละกำลังมาก และมีอำนาจเหนือสัตว์ทั้งปวง เพราะราชสีห์คือสัญลักษณ์ของความมีพลังอำนาจ ความกตัญญู และการปกป้องภยันตรายต่างๆ

แผนที่โบราณแสดงวิถีโคจรของพระอาทิตย์ที่ตั้งของปุพพวิเทหทวีปและชมพูทวีป.
แผนที่โบราณแสดงวิถีโคจรของพระอาทิตย์ที่ตั้งของปุพพวิเทหทวีปและชมพูทวีป.

พวกที่เป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ในป่าหิมพานต์ก็มีอยู่ไม่น้อย เช่น กินรี (เพศหญิง) และกินนร (เพศชาย) มีร่างครึ่งบนเป็นมนุษย์และครึ่งล่างเป็นนก มีปีกบินได้ นางกินรีที่โด่งดังที่สุดก็เห็นจะเป็นนางมโนราห์ นางเอกจากวรรณคดีเรื่องพระสุธน-มโนราห์ ซึ่งแต่งขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยดัด แปลงมาจากสุธนชาดก นางมโนราห์ถูกพรานบุญคล้องจับด้วยบ่วงนาคบาศขณะลงเล่นน้ำที่สระอโนดาต แล้วนำตัวไปถวายพระสุธน จนเกิดเรื่องราวตามมาภายหลังมากมาย ซึ่งตอนหนึ่งของเรื่อง พระสุธนผู้เป็นมนุษย์เดินดินต้องหาทางบุกเข้าป่าหิมพานต์ไปตามตัวนางมโนราห์กลับมาอยู่ร่วมกัน ถือเป็นวรรณกรรมความรักระดับตำนานที่ยังสืบทอดมาจนทุกวันนี้

มนต์เสน่ห์ของป่าหิมพานต์ยังเป็นแรงบันดาลใจให้มีการแสดงละครเวทีรูปโฉมใหม่ ในชื่อว่า Himmapan Avatar-หิมพานต์ อวตาร โดยออกแบบให้เป็นโชว์เหนือจินตนาการ ด้วยมุมมอง 360 องศา ผู้ชมจะตื่นตา ตื่นใจไปกับบรรยากาศของป่าหิมพานต์ที่โอบล้อมอยู่ทุกทิศทางเสมือนได้อยู่ในสถานที่จริง กับเรื่อง ราวการผจญภัยของเทพ และสัตว์ในป่าหิมพานต์ ดินแดนที่เชื่อมต่อระหว่างมนุษย์และสวรรค์ ซึ่งมีความสวยงามมหัศจรรย์เหนือจินตนาการ แต่ความงามนั้นถูกอสูรราหู เทพแห่งความมืดมิดเข้ามาทำลายและครอบครอง หิมพานต์จึงกลายเป็นดินแดนตกอยู่ใต้อำนาจของอสูรเป็นเวลาหลายร้อยปี ทุกชีวิตในหิมพานต์ต่างหวาดกลัวและรอคอยเวลาแห่งการปลดปล่อยตามคำทำนาย คือวันที่ “มณีรัตนะ” ผุดขึ้นจากกลางสระอโนดาตและหากผู้ใดได้ครอบครองก็จะสามารถมีชัยเหนืออสูรราหูได้…การแสดงนี้มีทั้งนักแสดงที่สวมบทบาทของเหล่าตัวละครจากป่าหิมพานต์ และสัตว์หิมพานต์ที่เคลื่อนไหวได้อย่างสมจริง พร้อมด้วยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น การฉายภาพ 3 มิติ การออกแบบแสง สี และเสียงระดับโลก เป็นความบันเทิงจากเทคนิค 4D ที่อิงเรื่องราวจากคติความเชื่อโบราณได้อย่างน่าสนใจ โดยจะเริ่มเปิดการแสดงวันที่ 26 มีนาคมนี้ ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าโชว์ดีซี พระราม 9 ครับ

ป่าหิมพานต์จะมีจริงหรือไม่ คงยากที่จะตอบได้ แต่เพียงแค่ตำนานของป่าแห่งนี้ก็ก่อให้เกิดผลงานศิลปะในแขนงต่างๆขึ้นมาอย่างมากมายในประเทศของเรา ต้องขอบอกว่า หิมพานต์คือป่าแห่งแรงบันดาลใจ เป็นบ่อเกิดแห่งการรังสรรค์ความงดงามทางศิลปะขึ้นมาประดับโลกโดยแท้.

     เมื่อพูดถึง “ป่าหิมพานต์” คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเป็นดินแดนแห่งความลี้ลับ ศักดิ์สิทธิ์อยู่ไกลเกินกว่าจะไปถึง เป็นสถานที่พิเศษที่เต็มไปด้วยผู้วิเศษ และสัตว์ที่แปลกพิสดารมากมาย ซึ่งแม้เราจะไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ แต่กลับคุ้นชื่อกันดี ไม่ว่าจะเป็นฤษี คนธรรพ์ นักสิทธิ์ วิทยาธร ครุฑ กินนร เหมราช และคชสีห์ เป็นต้น นอกเหนือจากอมนุษย์และสิงสาราสัตว์เหล่านี้แล้ว ที่นี่ยังมีตำนานต้นไม้มหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งที่เรียกกันว่า “มักกะลีผล” หรือ “นารีผล” เป็นอย่างไร เรามาเล่าสู่กันฟัง
     “มักกะลีผล” หรือ “นารีผล” เป็นพรรณไม้ชนิดหนึ่งที่สามารถออกลูกเป็นหญิงสาว ลำต้นสูงใหญ่ ใบจะเหมือนมะม่วงแต่มีขนาดเท่าใบกล้วย เมื่อผลยังอ่อนจะมีลักษณะเหมือนคนนั่งคู้ขาอยู่ พอโตขึ้นหน่อยขาก็จะเหยียดออก ครั้นโตเต็มที่และผลสุกแล้วจะมีรูปร่างดังสาวแรกรุ่นอายุราว ๑๖ ปี ยืนตัวตรง เปลือยกาย โดยส่วนศีรษะจะมีขั้วติดอยู่คล้ายขั้วมังคุด จะมีหน้าตาผิวพรรณงดงามปานเทพธิดา มีผมยาวสีทอง ตากลมโต คอเป็นปล้อง แต่ไม่มีโครงกระดูก นิ้วเรียวยาวเท่ากัน ส่งเสียงได้เหมือนมนุษย์ และมีกลิ่นกายหอมไปไกล มักกะลีผลที่มีหุ่นยั่วยวนชวนฝันนี้จะอยู่ติดต้นได้เพียง ๗ วัน ก็จะหลุดจากขั้วแห้งเหี่ยวไป แต่ส่วนใหญ่พอสุกปั๊บ ไม่ทันได้หล่นใต้ต้น เหล่าหนุ่มกลัดมันอันได้แก่ ฤษี นักสิทธิ์ วิทยาธร คนธรรพ์ และกินนรทั้งหลายที่ยังละกามกิเลสไม่ได้ ก็จะมาเปิด “ศึกชิงนาง” ยื้อแย่งจนทำร้ายกันถึงตายก็มี ครั้นใครได้ไปก็จะพานารีผลนางนั้นกลับไปเสพสังวาส พอ ๗ วันผ่านพ้น มันก็เน่าเปื่อยไปในที่สุด หนุ่มๆก็จะกลับไปรอกันใหม่
     ในวรรณคดีไทยอันได้แก่มหาชาติคำหลวง ไตรภูมิพระร่วง และพระเวสสันดรชาดก ก็ได้มีการกล่าวถึงเรื่องมักกะลีผล โดยเฉพาะในเรื่องพระเวสสันดรชาดกมีตำนานเล่าว่า เมื่อพระเวสสันดรถูกเนรเทศออกจากเมือง เพราะราษฎร์ไม่พอใจที่พระองค์ประทานช้างปัจจัยนาเคนทร์-ช้างคู่บ้านคู่เมืองให้แก่พราหมณ์จากเมืองกลิงคราษฎร์ที่กำลังประสบปัญหาฝนแล้ง พระองค์จึงพาพระนางมัทรีพร้อมกัณหาชาลีเดินทางไปสู่ป่าหิมพานต์เพื่อบำเพ็ญเพียรและปฏิบัติธรรม ครานั้นท้าวสักกะเทวราชหรือพระอินทร์จึงได้เนรมิตบรรณศาลาให้เป็นที่พักอาศัย สำหรับสัตว์ร้ายในป่าหิมพานต์นั้น พระอินทร์ท่านไม่ห่วง เพราะด้วยบารมีของพระเวสสันดรซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ มาเกิด ทำให้สัตว์ต่างๆที่อยู่รายล้อม แม้จะดุร้ายอันตรายแค่ไหน แต่เมื่อได้รับเมตตาจิตจากพระเวสสันดรต่างก็คลายความดุร้ายลง และกลับกลายเป็นมิตร แต่สำหรับเหล่าดาบส ฤษี นักสิทธิ์ วิทยาธร คนธรรพ์ทั้งหลายที่ยังอยู่ในป่าเดียวกันนี้ ส่วนใหญ่ยังมีกิเลสตัณหาอยู่ และเคยเจอพระนางมัทรีผู้มีรูปร่างโสภาและหน้าตางดงาม จนเกือบจะตบะแตกกันมาแล้ว พระอินทร์จึงไม่ไว้ใจ กอปรกับพระนางต้องออกไปหาผลไม้ป่าตามลำพังเป็นประจำ พระองค์กลัวว่าหากหนุ่มๆเหล่านี้เหาะไปเหาะมาแล้วเกิดไปเจอกับพระนางเข้าอีก อาจล่วงเกินพระนางมัทรีจนเกิดความเสื่อมเสียได้ ท้าวเธอจึงได้เนรมิตต้นไม้วิเศษไว้รอบทิศจำนวน ๑๖ ต้น ก่อนจะถึงถิ่นพำนักของทั้งสี่พระองค์ ซึ่งต้นไม้นี้จะออกผลที่มีรูปร่างเหมือนสตรี และเมื่อผลโตเต็มที่ก็จะมีทรวดทรงองค์เอวและหน้าตาสวยงามปานนางฟ้านางสวรรค์ ทำให้บรรดาฤษี นักสิทธิ์ วิทยาธร และคนธรรพ์ทั้งหลายเห็นแล้วอดใจไม่ไหว ต้องแย่งชิงกันเด็ดไปร่วมอภิรมย์ ซึ่งเมื่อเสพเมถุนแล้ว ต่างก็จะหมดอิทธิฤทธิ์ลง ต้องเริ่มไปบำเพ็ญเพียรใหม่จนแก่กล้า จึงจะเหาะหรือเดินทางกลับไปได้ ดังนั้นพระนางมัทรีก็จะปลอดภัย หรือพูดง่ายๆว่า ต้นมักกะลีผลทั้ง ๑๖ ต้นนี้เป็นดังค่ายกลที่พระอินทร์ได้วางไว้ เพื่อป้องกันมิให้ผู้วิเศษที่ยังไม่ละกิเลสหรือบำเพ็ญตบะไม่ถึงขั้นเข้ามาใกล้พระนางมัทรีจนก่อเหตุร้ายทำลายพระเกียรติยศ ซึ่งกล่าวกันว่า หลังจากที่พระเวสสันดรและพระนางมัทรีพร้อมลูกๆได้เสด็จกลับเข้าเมืองไปแล้ว ต้นมักกะลีผลหรือนารีผลเหล่านี้ก็ยังคงอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้ และจะหายไปเมื่อสิ้นสมัยพุทธกาล หรืออายุพุทธศาสนาครบ ๕,๐๐๐ ปี มีบางแห่งได้เขียนไว้ว่า อันที่จริงแล้ว นารีผลแต่ละผลก็คือ รุกขเทพธิดานางหนึ่ง ซึ่งแต่ละนางจะมีความสวยงามต่างๆกันตามแต่บุญวาสนาของตน โดยการมาเกิดเป็นมักกะลีผลนั้นเป็นการชดใช้ผลกรรมของเทพธิดาเหล่านั้น และกล่าวว่า มีบางครั้งฤษีที่บำเพ็ญเพียรจนตบะแก่กล้าจะเหาะไปที่ต้นนารีผลเหล่านี้ เพื่อทดสอบจิตตนว่า เมื่อเห็นสาวงามที่ชวนหลงใหลอย่างนั้น ตนจะตบะแตกหรือไม่ หรือไม่บางทีฤษีผู้เป็นอาจารย์ก็จะพาลูกศิษย์ไปฝึกควบคุมจิตที่นั่นก็มี
     แม้ “มักกะลีผล” หรือ “นารีผล” จะเป็นเรื่องที่อยู่ในตำนาน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าต้นไม้นี้มีอยู่จริง โดยปัจจุบันยังมีข่าวว่า พบผลของมันที่โน่นที่นี่อยู่เสมอ ซึ่งนอกจากจะมีรูปร่างเป็นเพศหญิงตามตำนานแล้ว ยังมีมักกะลีผลที่เป็นเพศชายด้วย และหลายๆคนก็เชื่อว่ามักกะลีผลเป็นเครื่องรางของขลังที่ให้โชค ให้ลาภหรือเสริมเสน่ห์ ซึ่งเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ความเชื่อความศรัทธาของแต่ละคน ครั้งหนึ่งได้เคยมีผู้โพสต์ภาพมักกะลีผลที่เหมือนจริงมาก จนกลายเป็นกระแสในโลกโซเซียลฯ ซึ่งภายหลังได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เป็นมักกะลีผลที่เจ้าของสวนป่าหิมพานต์ในเขตอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้จ้างทำขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๙ โดยลำต้นหล่อด้วยปูนซีเมนต์แล้วหุ้มด้วยไฟเบอร์กลาส มีอยู่จำนวน ๕๒ ตัว แต่ภายหลังถูกนักท่องเที่ยวและชาวบ้านแอบสอยไปบ้าง จนเหลือน้อยลง เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นมักกะลีผลจริงๆ

      พูดถึง “ป่าหิมพานต์” เชื่อว่าหลายคนคงสงสัย ในเรื่องราวที่น่าค้นหาของป่าในตำนานแห่งนี้ ด้วยในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง มีเนื้อหา เรื่องราวความเร้นลับ สัตว์รูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดที่ไม่มีให้เห็นในชีวิตจริง แม้แต่ในวัดวา อาราม ยังพบภาพจิตรกรรม หรือรูปปั้นที่เชื่อว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ เช่นที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) มีรูปปั้นครุฑ นาค กินรี กินนร ที่ท่อนบนเป็นคนท่อนล่างเป็นนกมีปีกบินได้ และยังพบเรื่องราวต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงป่าแห่งนี้ในหลากหลายแง่มุม จึงทำให้เกิดคำถามว่า ป่านี้ มีอยู่จริงหรือไม่ ตั้งอยู่ที่ไหนและมีเรื่องราวอะไรที่น่าสนใจ

กินนร และ กินรี
     เรื่องราวของป่าหิมพานต์ ปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทยมาตั้งแต่ยุคสุโขทัย ที่ชื่อ “ไตรภูมิกถา” หรือ “ไตรภูมิพระร่วง” โดยพญาลิไทย กษัตร์ย์นักปราชญ์ผู้ครองเมืองศรีสัชนาลัย พระราชนิพนธ์จากคติความเชื่อทางพุทธศาสนา ได้อ้างอิงเนื้อหาเรื่องราวจากคัมภีร์ต่างๆ  ของศาสนาพุทธ ไตรภูมิกถา มีเนื้อหาเกี่ยวกับจักรวาลวิทยาในทางพุทธ ที่เชื่อว่าจักรวาลอันเป็นที่เวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย มีด้วยกัน ๓ ภูมิ คือ กามภูมิ รูปภูมิ และ อรูปภูมิ เพื่อให้คนได้เรียนรู้และรู้จักการทำความดี และผลของกรรมที่ทำให้ไปเกิดในภพภูมิต่างๆ

เขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางของจักรวาลตามคติในไตรภูมิกถา
     ศูนย์กลางของจักรวาลในไตรภูมิกถา ระบุไว้ว่าคือ เขาพระสุเมรุ ซึ่งรายล้อมด้วยทิวเขาทั้ง ๗ และทะเล ๗ ชั้น จักรวาลประกอบด้วยมหาทวีปทั้ง ๔ คือ อุตตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของภูเขาพระสุเมรุ ปุพพวิเทหะ ตั้งอยู่ทางตะวันออก อปรโคยาน ตั้งอยู่ทางตะวันตก และ ชมพูทวีป ตั้งอยู่ตอนใต้ ในทวีปทั้ง ๔ ยังแบ่งเป็นทวีปย่อยๆ ออกไปอีกมากมาย ซึ่งดินแดนที่เกิดอาศัยของมนุษย์หรือโลกมนุษย์ ก็คือ “ชมพูทวีป” มีพื้นที่ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ ๑.ที่อยู่ของมนุษย์ มีขนาด ๓,๐๐๐ โยชน์ ๒.ป่าหิมพานต์ มีขนาด ๓,๐๐๐ โยชน์ นอกนั้นคือผืนน้ำ มีขนาด ๔,๐๐๐ โยชน์ (๑ โยชน์ เท่ากับ ๑๖ กิโลเมตร)
     ป่าหิมพานต์ หรือ หิมวันต์ ชื่อป่าหนาวในดินแดนแถบเหนือของประเทศอินเดีย ตั้งอยู่บนเทือก หิมาลัย นั่นเอง เป็นดินแดนที่มีหิมะปกคลุม ป่าหิมพานต์ ถือเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์อยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า ที่มียอดเขาสลับซับซ้อนถึง ๘๔,๐๐๐ ยอด ในผืนป่านี้ เป็นที่สถิตของ เหล่าเทพ เทวดา และเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ทรงคุณวิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักบวช ผู้ทรงศีล ฤาษี นักสิทธิ์ วิทยาธร (นักสิทธิ์ คือ ผู้สำเร็จ วิทยาธร คือ ผู้ทรงไว้ซึ่งวิทยา ทั้งสองแต่งตัวคล้ายเทวดาแต่สวมชฏาเป็นดอกลำโพง หรือโพกผ้าแบบฤๅษี) และยังมีสิ่งมีชีวิต สัตว์ต่างๆ ที่แปลกประหลาดพิสดาร เป็นดินแดนที่เร้นลับ ยากที่มนุษย์ธรรมดาจะเดินทางไปถึงหรือเข้าถึงได้

สระอโนดาต
     ในป่าหิมพานต์มีสระน้ำใหญ่ ๗ สระ โดยมีสระอโนดาตเป็นศูนย์กลาง แวดล้อมด้วย ๕ เทือกเขา ภูเขาทั้ง ๕ โน้มเข้าหากันคลุมสระอโนดาตไว้ น้ำในสระอโนดาต จะเต็มตลอดเวลา มีความใสสะอาดบริสุทธิ์ สายน้ำจาก อโนดาต จะไหลแยกออกเป็นธารน้ำไป ๔ ทิศ ยังความอุดมสมบูรณ์ให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย และธารน้ำทางด้านทิศใต้ ยังไหลลงสู่ดินแดนมนุษย์ กลายเป็นแม่น้ำ ๕ สาย หรือ “ปัญจมหานที” ได้แก่ แม่น้ำคงคา ยมนา มหิ สรภู และอจิรวดี ถือเป็นสายน้ำที่สำคัญ สร้างความอุดมสมบูรณ์หล่อเลี้ยงมนุษย์และในแผ่นดินถิ่นกำเนิดของพระพุทธเจ้าศาสดาของศาสนาพุทธ ถือเป็นแม่น้ำที่ศักดิ์สิทธิ์นำมาใช้ประกอบพิธีกรรมที่สำคัญนำมาซึ่งความสิริมงคลตามความเชื่อ

สัตว์สี่ขาตระกูลสิงห์ จากความเชื่อในจินตนาการของศิลปิน
     ในป่าหิมพานต์ มีสิ่งมีชีวิตที่น่าอัศจรรย์แม้แต่ต้นไม้ อาทิ ต้นนารีผล หรือ มักกะลีผล ซึ่งออกผลเป็นหญิงสาวแรกรุ่น มีรูปโฉมงดงาม สะกดสายและอารมณ์ของมนุษย์และอมุนษย์ที่ได้พบเจอ ตามตำนานกล่าวว่า ท้าวสักกะเทวราช หรือพระอินทร์ ได้เนรมิตต้นไม้ที่มีผลเป็นหญิงสาวไว้รอบทิศที่พระเวสสันดรและพระนางมัทรีไปบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมพานต์ เพื่อในเวลาที่บรรดานักบวช นักสิทธิ์ วิทยาธร คนธรรพ์ทั้งหลายเดินทางผ่านทางมาจะได้มัวเมาหลงใหลอยู่กับความงามของนารีผลจนเสื่อมอิทธิฤทธิ์ ทำให้ไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปรบกวนถึงบริเวณอาศรมของพระนางมัทรีที่มีรูปโฉมงดงามได้
 
ครุฑ และ นาค สัตว์ในตำนานป่าหิมพานต์
     สิงสาราสัตว์ในป่าแห่งนี้ ล้วนแต่มีความพิเศษ รูปลักษณ์แปลกประหลาดมากมาย เป็นสัตว์ที่ผสมกันหลายเผ่าพันธุ์ สร้างสรรค์ขึ้นตามจินตนาการที่อ้างอิงเรื่องราวจากไตรภูมิรวมถึงคัมภีร์ ชาดกต่างๆ ทางพุทธซึ่งได้รับอิทธิพลจากพราหมณ์-ฮินดู จำแนกได้ ๓ ประเภทใหญ่ คือ สัตว์มีสองขา สัตว์มีสี่ขา และสัตว์จำพวกปลา สัตว์แต่ละประเภทยังมีอิทธิฤทธิ์ อำนาจวิเศษเฉพาะตัว ส่วนใหญ่ส่งผลในทางมงคลแก่ผู้ที่ได้พบ อันได้แก่ สัตว์สองขาจำพวกนก เช่น อสูรปักษา , อสุรวายุพักตร์ , นกการเวก , ครุฑ , กินรี – กินนร, เทพปักษี , นกทัณฑิมา–หงส์ สัตว์สี่ขา ตระกูลสิงห์ เช่น บัณฑุราชสีห์, กาฬสีหะ, ไกรสรราชสีห์, ติณสีหะ – เกสรสิงหะ, เหมราช, คชสีห์, เทพนรสีห์ หรือนรสิงห์ ตระกูลม้า เช่น ดุรงค์ไกรสร, ดุรงค์ปักษิณ ,เหมราอัสดร ,ม้าปีก , สินธพกุญชร , อัสดรเหรา, อัสดรวิหก ตระกูลช้าง เช่น เอราวัณ, กรินทร์ปักษา, วารีกุญชร, ช้างเผือก ตระกูลปลา เช่น เหมวาริน, กุญชรวารี, มัจฉนาคา, มัจฉวาฬ, เงือก, ปลาควาย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่มีรูปร่างวิจิตรพิสดารต่างจากที่พบบนโลกมนุษย์

ตำนานความเชื่อเรื่องป่าหิมพานต์ มีอิทธิพลต่อสังคมชาวพุทธในประเทศไทยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มักพบเห็นในรูปงานศิลปะต่างๆ ประดับตกแต่งตามศาสนสถาน ในรูปแบบ จิตรกรรม ประติมากรรม รวมถึงงานเขียนบทประพันธ์ต่างๆ ละคร-ภาพยนตร์ ป่าหิมพานต์ จะมีอยู่จริงหรือไม่จึงไม่ใช่ประเด็นเพราะมนุษย์ที่จะเข้าถึงดินแดนนี้ได้ต้องเป็นผู้ทรงศีลที่มีอภิญญาหาใช่มนุษย์ธรรมดา ตามหลักพุทธศาสนาให้เชื่อในเหตุและผลที่สามารถพิสูจน์หรือสัมผัสได้จริง บุญทำกรรมแต่ง ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ปัจจุบันชาติมุ่งมั่นทำกรรมดีย่อมส่งผลให้ไปสู่ภพภูมิที่เจริญอย่างแน่นอน

Author: admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *